Raspberry Pi 4 คืออะไร

Rasberry pi 4 คืออะไร

Raspberry Pi 4 เป็นคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวรุ่นที่สี่ที่พัฒนาโดยมูลนิธิ Raspberry Pi ร่วมกับ Broadcom เปิดตัวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2019

Raspberry Pi 4 มีโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้น หน่วยความจำมากขึ้น และพอร์ต USB เพิ่มเติมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โปรเซสเซอร์ของ Raspberry Pi 4 คือ Broadcom BCM2711 ซึ่งทำงานที่ความเร็ว 1.5 GHz หน่วยความจำเริ่มต้นคือ 2 GB แต่สามารถอัปเกรดเป็น 4 GB หรือ 8 GB ได้ พอร์ต USB ของ Raspberry Pi 4 มีจำนวน 4 พอร์ต ซึ่งรวมถึงสองพอร์ต USB 3.0

นอกจากสเปกหลักดังกล่าว Raspberry Pi 4 ยังมาพร้อมชิปกราฟิก VideoCore VI ความเร็ว 800 MHz หน่วยความจำแบบ LPDDR4-3200 พอร์ตเชื่อมต่อจอภาพแบบ micro-HDMI สองพอร์ตที่รองรับความละเอียดสูงสุดถึง 4K และรับพลังงานผ่านพอร์ต USB-C ซึ่งต้องการไฟเลี้ยงขนาด 5V/3A จึงจะทำงานได้อย่างเสถียร ด้วยขนาดตัวบอร์ดเพียงเท่าบัตรเครดิตและราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้ Raspberry Pi 4 กลายเป็นคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มผู้เรียนรู้ นักพัฒนา และผู้ที่ชื่นชอบงาน DIY ทั่วโลก

Raspberry Pi 4 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้มากมาย ซอฟต์แวร์ยอดนิยมสำหรับ Raspberry Pi 4 ได้แก่

  • Raspbian: ระบบปฏิบัติการ Linux อย่างเป็นทางการสำหรับ Raspberry Pi
  • Ubuntu Server: ระบบปฏิบัติการ Linux ยอดนิยมสำหรับเซิร์ฟเวอร์
  • Windows 11 IoT Core: ระบบปฏิบัติการ Windows 11 สำหรับอุปกรณ์ IoT

Raspberry Pi 4 เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นใช้งานวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือสร้างโครงการต่างๆ เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น

  • การศึกษา: Raspberry Pi 4 สามารถใช้ในชั้นเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อสอนแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโปรแกรม
  • นอกจากในห้องเรียนแล้ว หลายโรงเรียนและชมรมโค้ดดิ้งยังใช้ Raspberry Pi 4 สอนเขียนโปรแกรมด้วย Scratch หรือ Python ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน รวมถึงใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับทีมนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ เพราะราคาประหยัดและมีขา GPIO ให้ต่อเซนเซอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลากหลาย
  • งานอดิเรก: Raspberry Pi 4 สามารถใช้ในการสร้างโครงการต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ อุปกรณ์ IoT และเครื่องเล่นเกม
  • ตัวอย่างโปรเจกต์งานอดิเรกยอดนิยมอื่นๆ ได้แก่ ระบบบ้านอัจฉริยะ (home automation) ที่เชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อย่าง Home Assistant เพื่อควบคุมไฟ ปลั๊กไฟ และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิภายในบ้าน เครื่องเล่นเกมย้อนยุค (retro gaming) ด้วย RetroPie ที่จำลองเครื่องเกมคลาสสิกได้หลายสิบระบบในบอร์ดเดียว และมีเดียเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว (media server) อย่าง Plex หรือ Jellyfin สำหรับเก็บและสตรีมหนังหรือเพลงภายในบ้าน
  • ธุรกิจ: Raspberry Pi 4 สามารถใช้ในการพัฒนาอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น กล้องรักษาความปลอดภัยและเครื่องบันทึกวิดีโอ
  • ในเชิงธุรกิจยังนิยมนำ Raspberry Pi 4 ไปทำป้ายดิจิทัล (digital signage) สำหรับแสดงโฆษณาหรือเมนูร้านค้า ทำเป็นเครื่อง kiosk สำหรับบริการตนเอง หรือใช้เป็นอุปกรณ์มอนิเตอร์เครือข่ายและกรองโฆษณาภายในองค์กรด้วยซอฟต์แวร์อย่าง Pi-hole ซึ่งช่วยลดต้นทุนฮาร์ดแวร์ได้มากเมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์หรือคอมพิวเตอร์ทั่วไป

Raspberry Pi 4 กับ Raspberry Pi 5 ต่างกันอย่างไร

ในปี 2023 มูลนิธิ Raspberry Pi ได้เปิดตัว Raspberry Pi 5 ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่จาก Raspberry Pi 4 ในหลายด้าน และปัจจุบัน (2026) ทั้งสองรุ่นยังคงมีวางจำหน่ายและถูกใช้งานจริงอย่างแพร่หลายควบคู่กัน เพราะแต่ละรุ่นตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ที่ต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้เลือกบอร์ดที่เหมาะกับโปรเจกต์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ด้านหน่วยประมวลผล Raspberry Pi 5 เปลี่ยนมาใช้แกนประมวลผล ARM Cortex-A76 แทน Cortex-A72 ที่ใช้ใน Raspberry Pi 4 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการประมวลผลแบบซิงเกิลคอร์เร็วขึ้นราว 2 ถึง 2.5 เท่า และประสิทธิภาพแบบมัลติคอร์เร็วขึ้นราว 2 ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับ Pi 4 นอกจากนี้หน่วยความจำของ Pi 5 ยังเป็นแบบ LPDDR4X-4266 ซึ่งเร็วกว่า LPDDR4-3200 ที่ใช้ใน Pi 4 ส่วนด้านกราฟิก Pi 5 ใช้ชิป VideoCore VII ความเร็ว 1.1 GHz ในขณะที่ Pi 4 ใช้ VideoCore VI ความเร็ว 800 MHz เท่านั้น

Raspberry Pi 5 ยังเพิ่มความสามารถใหม่ที่ Pi 4 ไม่มี ได้แก่ พอร์ต PCIe สำหรับต่อ NVMe SSD ทำให้อ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าการใช้ microSD การ์ดทั่วไปมาก มีวงจรนาฬิกาเรียลไทม์ (Real-Time Clock หรือ RTC) ในตัว ทำให้จำเวลาได้แม้ปิดเครื่อง และมีชิปควบคุมอินพุตเอาต์พุตตัวใหม่ที่เรียกว่า RP1 ซึ่งช่วยจัดการพอร์ตต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น Raspberry Pi 5 จึงมีความร้อนสะสมมากกว่าและต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีกว่า Pi 4 รวมถึงต้องการไฟเลี้ยงขนาด 5V/5A ในขณะที่ Pi 4 ใช้เพียง 5V/3A ก็เพียงพอ

แล้วควรเลือก Raspberry Pi 4 หรือ Raspberry Pi 5 ดี สำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้ โปรเจกต์งานอดิเรกทั่วไป หรือผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ราคาประหยัดสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงมาก เช่น ระบบ IoT ขนาดเล็ก บ้านอัจฉริยะ หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว Raspberry Pi 4 ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและใช้งานได้ดีเต็มประสิทธิภาพเช่นเดิม ไม่ได้ล้าสมัยหรือด้อยประสิทธิภาพจนใช้งานไม่ได้แต่อย่างใด ในขณะที่ Raspberry Pi 5 จะเหมาะกับงานที่ต้องการพลังประมวลผลมากขึ้น เช่น การประมวลผลวิดีโอ งาน Machine Learning หรือ AI แบบ Edge Computing การรันหลายโปรเซสหรือหลายบริการพร้อมกัน และงานที่ต้องการความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลสูงผ่าน NVMe SSD

สำหรับผู้ที่สนใจนำ Raspberry Pi ไปใช้งานจริง ทาง MTXR มีจำหน่ายทั้ง Raspberry Pi 4 B และ Raspberry Pi 5 รุ่นความจุ 8GB และ 16GB ผู้ที่ต้องการโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้นและฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างพอร์ต PCIe สามารถเลือก Raspberry Pi 5 เป็นทางเลือกเพิ่มเติมได้ ในขณะที่ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นด้วยงบประมาณที่ประหยัดกว่าก็ยังสามารถเลือก Raspberry Pi 4 ได้เช่นเดิม

โดยสรุปแล้ว ไม่มีรุ่นไหนที่ดีกว่ากันในทุกกรณี แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่จะนำไปใช้เป็นหลัก หากเป้าหมายคือการเรียนรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม ทำโปรเจกต์งานอดิเรกทั่วไป หรือสร้างอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็กที่ไม่ได้เน้นความเร็วสูงสุด Raspberry Pi 4 ก็ยังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป แต่ถ้าโปรเจกต์ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก รันหลายงานพร้อมกัน หรือต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลระดับ SSD การลงทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อไปใช้ Raspberry Pi 5 ก็จะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

คุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อเพิ่มเติมของ Raspberry Pi 4

นอกจากสเปกหลักที่กล่าวไปแล้ว Raspberry Pi 4 ยังมีพอร์ตและช่องเชื่อมต่อเพิ่มเติมที่ทำให้นำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายขึ้น ได้แก่

  • ใช้ MicroSD Card เป็นสื่อจัดเก็บข้อมูลหลักของตัวบอร์ด
  • พอร์ต Gigabit Ethernet สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสาย
  • การเชื่อมต่อไร้สายในตัว ทั้ง Wi-Fi 802.11ac และ Bluetooth 5.0
  • พอร์ต CSI-2 สำหรับต่อโมดูลกล้อง (camera module)
  • พอร์ต DSI สำหรับต่อจอแสดงผลโดยตรง

ตัวอย่างการใช้งานเพิ่มเติมของ Raspberry Pi 4

นอกเหนือจากตัวอย่างการใช้งานด้านการศึกษา งานอดิเรก และธุรกิจที่กล่าวไปแล้ว Raspberry Pi 4 ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลายรูปแบบ เช่น

  • ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก (small server) สำหรับงานต่างๆ ภายในบ้านหรือองค์กรขนาดเล็ก
  • ใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (storage device)
  • ใช้เป็นอุปกรณ์ควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ (device controller)
  • ใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการศึกษาทางไกล (distance education)
  • ใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (scientific research)
  • ใช้พัฒนาอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์การผลิต อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรืออุปกรณ์การเกษตร

เคล็ดลับการใช้งาน Raspberry Pi 4

เคล็ดลับการใช้งาน Raspberry Pi 4

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งานหรือต้องการใช้งาน Raspberry Pi 4 ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น มีเคล็ดลับที่ควรทราบดังนี้

  • เริ่มต้นด้วยระบบปฏิบัติการ Raspberry Pi อย่างเป็นทางการ (Raspbian) เพราะออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Raspberry Pi และมาพร้อมซอฟต์แวร์/เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้งานพื้นฐาน
  • ศึกษาคุณสมบัติและความสามารถของ Raspberry Pi 4 ให้เข้าใจ เพื่อใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เข้าร่วมชุมชน Raspberry Pi ซึ่งมีขนาดใหญ่และกระตือรือร้น เพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำเมื่อเจอปัญหา
  • ใช้แหล่งจ่ายไฟ (power supply) ที่มีคุณภาพ จ่ายพลังงานได้เพียงพอและสม่ำเสมอ
  • ใช้ MicroSD Card คุณภาพสูง เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเสถียร
  • ระบายความร้อนอย่างเหมาะสม เพราะ Raspberry Pi 4 สามารถสร้างความร้อนได้สูงขณะใช้งานหนัก การระบายความร้อนที่ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้บอร์ดทำงานผิดปกติ
  • อัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำ เพื่อให้ Raspberry Pi 4 ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

อุปกรณ์เสริมที่แนะนำสำหรับ Raspberry Pi 4

อุปกรณ์เสริมสำหรับ Raspberry Pi 4

เมื่อซื้อ Raspberry Pi 4 มาแล้ว อุปกรณ์เสริมบางชิ้นก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะช่วยให้ใช้งาน Raspberry Pi 4 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น อุปกรณ์เสริมที่ควรมี ได้แก่

  • MicroSD card: อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลหลักของ Raspberry Pi 4 ควรเลือกที่มีความเร็วสูงและขนาดความจุเพียงพอสำหรับการใช้งาน
  • Power supply: แหล่งจ่ายไฟให้กับ Raspberry Pi 4 ควรเลือกที่มีกำลังไฟเพียงพอและรองรับแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟที่ถูกต้อง
  • Case: ช่วยปกป้อง Raspberry Pi 4 จากความเสียหายทางกายภาพ ควรเลือก case ที่ออกแบบมาสำหรับ Raspberry Pi 4 โดยเฉพาะ
  • Heatsink: ช่วยระบายความร้อนให้กับ Raspberry Pi 4 เพื่อป้องกันความร้อนสูงเกินไป ควรเลือก heatsink ที่ออกแบบมาสำหรับ Raspberry Pi 4 โดยเฉพาะ
  • Keyboard และ Mouse: อุปกรณ์ต่อพ่วงที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน ควรเลือกที่ใช้งานได้สะดวก
  • Monitor หรือ TV: อุปกรณ์แสดงผลสำหรับ Raspberry Pi 4 ควรเลือกที่มีความละเอียดและอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่เหมาะสมกับการใช้งาน
  • Ethernet cable: สำหรับเชื่อมต่อ Raspberry Pi 4 กับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบสาย
  • USB devices อื่นๆ เช่น USB flash drive, USB printer, USB webcam และอื่นๆ

อุปกรณ์เสริมสำหรับ Raspberry Pi 4

นอกจากอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นแล้ว ยังมีอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่น่าสนใจสำหรับต่อยอดการใช้งาน เช่น

  • HAT (Hardware Attached on Top): อุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งบน Raspberry Pi 4 เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงาน เช่น โมดูล Wi-Fi, โมดูล Bluetooth, โมดูล GPS, โมดูลกล้อง และอื่นๆ
  • Sensors: เซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น เซ็นเซอร์อุณหภูมิ เซ็นเซอร์ความชื้น เซ็นเซอร์แสง และเซ็นเซอร์การเคลื่อนไหว
  • Project kits: ชุดอุปกรณ์สำหรับทำโปรเจกต์ต่างๆ เช่น เกม เครื่องเล่นเพลง หรือเครื่องควบคุมบ้านอัจฉริยะ

คำแนะนำการเลือกซื้ออุปกรณ์เสริม Raspberry Pi 4

เมื่อเลือกซื้ออุปกรณ์เสริมสำหรับ Raspberry Pi 4 ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ความเข้ากันได้ – ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์เสริมที่เลือกนั้นเข้ากันได้กับ Raspberry Pi 4 คุณภาพ – ควรเลือกอุปกรณ์เสริมที่มีคุณภาพดี ทนทาน และใช้งานได้ยาวนาน และราคา – ควรเลือกอุปกรณ์เสริมที่คุ้มค่ากับราคา

หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่@METAXR